ข่าว‎ > ‎

● เผยความสำเร็จการติดปลอกคอช้างป่า ครั้งแรกของประเทศไทย

posted Jan 8, 2019, 10:17 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Jan 8, 2019, 10:30 AM ]
กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล แถลงความสำเร็จการติดปลอกคอช้างป่า เผยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย หวังแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนและช้างป่าในพื้นที่เขตป่าตะวันออกของประเทศ


นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานในพิธีแถลงความความสำเร็จในการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าเพื่อติดตามพฤติกรรม และการเคลื่อนที่ของฝูงช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมด้วยนางสาวเยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ซึ่งการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เผยเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกของคนและช้างป่า ในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าวในขณะที่ช้างป่าได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ความเหมาะสมของถิ่นอาศัยได้ลดลง รวมถึงพื้นที่ป่าบางส่วนถูกบุกรุกเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรและเพาะปลูก ด้านชุมชนก็ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของพืชผลที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายและเป็นการสูญเสียรายได้ ซึ่งในบางครั้งก่อให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ด้วย โดยปลอกคอชุดแรก 3 เส้นนำเข้าจากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ จากความร่วมมือขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลและเครือข่ายนักวิจัยในสถาบันวิทยาศาสตร์ และการอนุรักษ์จากทั่วโลก อาทิ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนี่ยน สหรัฐอเมริกา


"ความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ครอบคลุม 5 จังหวัด กว่า 1,000 กิโลเมตร ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดทีมนักวิจัย สัตว์แพทย์ และเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังช้างป่าลงพื้นที่ติดตามและศึกษาโครงสร้างประชากร พฤติกรรมช้างป่า รวมทั้งศึกษาเส้นทางการเดินของฝูงช้างแต่ละกลุ่ม เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรกร ซึ่งก็ได้เห็นปัญหาในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินของเกษตรกรโดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักรษ์ รวมถึงการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งชีวิตของทั้งคนและช้างป่า ดังนั้นจึงได้นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้าง ซึ่งวิธีที่หลายประเทศนำมาใช้ และได้ผลดี มาใช้ในการติดตามช้างป่าในครั้งนี้ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากปลอกคอสัญญาณดาวเทียมจะถูกนำมาใช้วางแผนการทำงานของเจ้าหน้าที่ร่วมกับกับภาคึชุมชนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้างให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป"


ทางด้านนางสาวเยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า WWF ให้การสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติฯอย่างเต็มที่ ในการถอดรหัสปัญหา พร้อมร่วมนำเสนอแนวทางแก้ไข ด้วยการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ "WWF กับภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า มีต้นแบบของกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเรื่องของช้างป่า ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของประเทศไทย โดยเรามองเห็นว่า ทั้งนี้ WWF และ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกันดำเนินงานวิจัยที่จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าที่เกิดขึ้น รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานติดตั้งปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าเ เพื่อการวางแผนรับมือกับปัญหาจากช้างป่าที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม"

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัย กลุ่มงานงวิจัยสัตว์ป่า และทีมงานสัตวแพทย์ กลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ลงพื้นที่ติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่า ในพื้นที่ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยทีมเจ้าหน้าที่ได้ทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ เพื่อตรวจสอบเส้นทางเดินของช้างป่าก่อนหน้าจะลงมือปฏิบัติการ และวางตัวเป้าหมายอย่างชัดเจน


ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ โดยระบุว่า อุปกรณ์ที่ใช้ติดตามสัตว์นั้น เทคโนโลยีที่เรียกว่า ชุดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมซึ่งจะนำเข้ามาใช้กับช้างป่าและถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด มาติดเข้ากับช้างป่าได้อย่างเป็นผลสำเร็จ

"ชุดปลอกคอสัญญาณดาวเทียม โดยมากมักนำมาใช้กับสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ในระยะไกล และหาตัวได้ยาก โดยสัญญาณจะถูกส่งไปยังระบบดาวเทียม โดยมีทั้งระบบจีเอสเอ็ม และ อิเรเดียม และส่งผ่านข้อมูลลงมายังแม่ข่ายภาคพื้นทีดิน ก่อนจะส่งต่อมายังผู้รับ โดยอุปกรณ์นี้ได้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะให้ความแม่นยำความแม่นยำ และผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่ายผ่านระบบอินเทอร์เนต คือ อ่านค่าตำแหน่งของปลอกคอช้างได้ และรู้พิกัดของช้างที่ค่อนข้างแม่นยำ"

ดร.ศุภกิจฯ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กล่าวเสริมว่า องค์ประกอบของอุปกรณ์ชุดปลอกคอแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์สำหรับส่งสัญญาณ แบตเตอรี่ และเครื่องส่งสัญญาณที่มีอายุการใช้งาน 5-10 ปี รวมทั้งสายรัด ที่ทำจากโพลีเมอร์ ผสมยางพารา มีความคงทน และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติเมื่ออายุการใช้งานประมาณ 6-7 ปี

"เบื้องต้นเราจะเฝ้าสังเกต และเฝ้าระวังในกรณีช้างออกจากป่า ข้อมูลพิกัดของช้างที่ส่งมาแบบทันท่วงที จะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงถตำแหน่งของช้างป่าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ เพิ่มศักยภาพในการป้องกันและเฝ้าระวังช้างป่าได้ทันท่วงที ทั้งยังช่วยให้ชุมชมรับรู้ตำแหน่งของช้างป่า ตลอดจนการเคลื่อนที่ ทำให้สามารถป้องกันตนเอง และเฝ้าระวังช้างป่าได้ดียิ่งขี้นชุมชนก็จะป้องกันตนเองได้ดีขึ้น ช้างก็จะปลอดภัยมากขึ้น"

โครงการติดปลอกคอช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ถือเป็นต้นแบบของพยายามในการแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าในมิติใหม่ และถือเป็นการทำงานครั้งแรกที่จะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันต่อไป ทั้งนี้ WWF ประเทศไทย วางแผนส่งมอบชุดปลอกคอช้างเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมจากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งสิ้น 6 ชุด เพื่อนำไปใช้กับช้างป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดตามแผนงานโครงการ และจะร่วมลงพื้นที่ติดตาม ทำงานวิจัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต่อไป
Comments