ข่าว‎ > ‎

• อบก. (TGO) จัดงาน “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน” ประจำปี 2560

posted Sep 19, 2017, 4:47 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Sep 19, 2017, 5:10 AM ]

อบก. จัดงาน ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน เป็นปีที่ 5 หนุนภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่นไทย ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ปลื้ม ปี 60 มีผู้ที่มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศมากกว่า 300 ราย สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า วันนี้ (อังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560) ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อํานวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. เปิดเผยว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคให้เกิดความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

อบก. ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้พัฒนาธุรกิจคาร์บอนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการส่งเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อให้ทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ และนำผลที่ได้ไปกำหนดแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมฉลากคาร์บอน และสร้างศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและขยายผลสู่การรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง เพื่อประเมินศักยภาพ กำหนดแนวทาง และดำเนินกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเมืองลดคาร์บอน


ผลการดำเนินการในการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรอง และกิจกรรมที่อบก. ส่งเสริมสนับสนุน ในปี 2560 มีดังนี้

1) กิจกรรมชดเชยคาร์บอน เป็นการรับรองให้ใช้เครื่องหมาย Carbon Offset ซึ่งเป็นการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางส่วนและ Carbon Neutral ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ในปีงบประมาณ 2560 มีผู้ที่ผ่านการรับรองประเภทองค์กร 12 บริษัท ประเภทผลิตภัณฑ์5ผลิตภัณฑ์ จาก3บริษัท ประเภทบุคคล 9 คน และประเภทการจัดประชุม/สัมมนา และอีเว้นท์ จำนวน 2 อีเว้นท์มีปริมาณการซื้อคาร์บอนเครดิตจากการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนทั้งสิ้น 27,848 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งกระตุ้นให้เกิดตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศโดยมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 40,000 บาท

2) ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และฉลากลดโลกร้อน หรือ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในอาเซียนที่มีระบบการรับรองสอดคล้องตามหลักสากล ปีงบประมาณ 2560 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนทั้ง 2 ฉลากคาร์บอนรวมจำนวน 427 ผลิตภัณฑ์สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 110,977 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า

3) คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรในภาคอุตสาหกรรม สามารถวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของตนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และนำผลที่ได้ไปใช้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการ และดำเนินกิจกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพปีงบประมาณ 2560 พบว่า มีองค์กรภาคอุตสาหกรรมดำเนินการและผ่านการรับรองจาก อบก. แล้ว จำนวน 35 องค์กร ทั้งนี้ องค์กรได้นำผลการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปใช้กำหนดแนวทางการจัดการและแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรต่อไป


นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ อบก. ได้พัฒนากลไกและเครื่องมือในการจัดการก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) โดยกลไกและเครื่องมือเหล่านี้ที่ อบก. พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย

โครงการ "นำร่องระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย" (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme หรือ ระบบ Thailand V-ETS) จัดทำขึ้นเพื่อทดสอบแนวทางการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification System: MRV) และปรับปรุงกฎการดำเนินงานสำหรับอุตสาหกรรมแต่ละสาขาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของระบบ Thailand V-ETS ซึ่งระบบนี้ อบก. พัฒนาจากระบบ ETS ที่บังคับใช้ในหลายประเทศทั่วโลกโดยระบบ ETS ดังกล่าวจะมีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกหรือเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap) ในภาพรวม และให้สิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) แก่องค์กรที่อยู่ในระบบ ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ต้องคืนใบอนุญาตฯ (Surrender) แก่ผู้ดูแลระบบในจำนวนที่เท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนภายในช่วงเวลาที่กำหนด ดังนั้น องค์กรใดที่มีต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกต่ำ จะมีแรงจูงใจให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าสิทธิ์ที่ได้รับ เพื่อจะขายใบอนุญาตฯ (Trade) ที่เหลือให้กับองค์กรที่ต้องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าสิทธิ์ที่ตนได้รับในปีงบประมาณ 2560 เป็นปีที่โรงงานนำร่องในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดำเนินการทดสอบกฎการดำเนินงานและระบบ MRV ครบ 3 ปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยลดได้ถึงร้อยละ 5.61 เมื่อเทียบกับปีฐาน จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายที่จะลดลงร้อยละ 2 ทั้งนี้ 3 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการนำร่องประกอบด้วย

1) บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน)
2) บริษัท ระยอง โอเลฟินส์ จำกัด
3) บริษัทวีนิไทย จำกัด (มหาชน)

โครงการ "สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก" (Low Emission Support Scheme: LESS) ซึ่งมีแนวคิดในการพัฒนารูปแบบกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมทั้งสร้างเครื่องมือการคำนวณปริมาณการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเพื่อความสะดวกต่อการพัฒนาโครงการ และส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก จาก "ผู้ให้" ในภาคองค์กรธุรกิจ ไปสู่ "ผู้รับ" ในชุมชน โดยในปีงบประมาณ 2558 มีผู้ขอการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดและกักเก็บได้จากการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ LESS ในช่วงระยะเวลาการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกจนถึงปี 2560 จำนวน 5,162 กิจกรรม สามารถลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 186 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

โครงการ "ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย" (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) หรือ โครงการ T-VER คือ หนึ่งในกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. พัฒนาขึ้นภายใต้ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย เพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการรายเล็ก มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ ขณะที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) นอกจากนี้โครงการ T-VER ยังมีผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ของการลดก๊าซเรือนกระจกเช่นช่วยลดมลพิษเพิ่มความร่มรื่นและพื้นที่สีเขียวลดการใช้พลังงานและค่าไฟฟ้าสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชนและอื่นๆรวมถึงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพใหม่ ๆ มากขึ้นด้วย ในปีงบประมาณ 2560 มีโครงการที่ขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 26 โครงการ โดยมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้รวมกัน 746,150 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีโครงการที่ได้ผ่านการรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (TVERs) จำนวน 14 โครงการ คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 415,064 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


โครงการ "การส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ" เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ เมือง/เทศบาล สามารถทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในขอบเขตการปกครองและสนับสนุนให้เมืองมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง รวมถึงการประเมินศักยภาพของกิจกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบันของเมือง และเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของ "เมือง" โดยในปีงบประมาณ 2560 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองแล้ว 28 แห่ง

นอกจากนี้ อบก. ยังได้จัดให้มี "โครงการประกวดเทศบาลไทย ใส่ใจลดโลกร้อน" เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยเข้าร่วมโครงการการจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง และการขยายผลการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ได้ดำเนินการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจวัดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และก้าวไปสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ (low-carbon city) ได้ในที่สุด รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติที่ดีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งในปีงบประมาณ 2560 นับเป็นการประกวดครั้งที่ 3 โดยผลการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี ความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนสามารถเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ได้ สรุปได้ดังนี้


1) เทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1
2) เทศบาลเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2
3) เทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3
4) เทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี รางวัลชมเชย
5) เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม รางวัลชมเชย

โครงการ "การพัฒนาแนวทางการรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองขนาดใหญ่และแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม"ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีความครอบคลุมในทุกภาคส่วนของเมือง ยกระดับ (Scale-up) การจัดการก๊าซเรือนกระจกในเมืองที่มีขนาดใหญ่ และสามารถนำผลการดำเนินงานดังกล่าวไปขยายผลยังเมืองต่างๆ เพื่อสนับสนุนประเทศไทยไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปีงบประมาณ 2560 นี้ ได้ดำเนินโครงการร่วมกับ 2 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสงขลา

โครงการ "ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน" เป็นโครงการที่ อบก. พัฒนาร่วมกับ กรมป่าไม้ เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชน สนับสนุนกิจกรรมของชุมชนในการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของป่าชุมชนในการลดก๊าซเรือนกระจกและบรรลุประโยชน์ร่วมอื่นๆ บนพื้นฐานของการสร้างกระบวนการดำเนินงานภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และประชาชน ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) โดยใน ปีงบประมาณ 2560 ได้ร่วมกับภาคเอกชน 7 แห่งที่ประสงค์จะให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าวในพื้นที่ป่าชุมชนต้นแบบ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่


1) ป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์ จ.ระยอง บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน)
2) ป่าชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ จ.เพชรบุรี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
3) ป่าชุมชนบ้านวังศิลาดิเรกสาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ บริษัท เค โกลบอล จำกัด
4) ป่าชุมชนบ้านลำน้ำเขียว จ.ลพบุรี บริษัท ไทยนิปปอนฟู้ดส์ จำกัด
5) ป่าชุมชนบ้านแขมงคงมั่น จ.ระยอง บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด
6) ป่าชุมชนบ้านยายจั่น จ.ระยอง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
7) ป่าชุมชนบ้านห้วยโรงนอก จ.แพร่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

ในอนาคต อบก. ก็จะยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการและลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไปเพื่อนำประเทศมุ่งสู่ "สังคมคาร์บอนต่ำ" และบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินงานตามปกติ (BAU) ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศไว้ในที่ประชุมสมัชชารัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : สำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2141-9828 ถึง 35
Comments