● เชฟรอนสนับสนุนโครงการ "ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ" ระยะที่ 3 ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนุน 7 จังหวัดในลุ่มน้ำป่าสัก

posted Feb 17, 2019, 11:01 PM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Feb 17, 2019, 11:03 PM ]


เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด นำโดย นางหทัยรัตน์ อติชาติ (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ ได้มอบงบประมาณสนับสนุนโครงการ "ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ" ระยะที่ 3 จำนวน 12,980,000 บาท โดยมี นายไตรภพ โคตรวงษา (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้รับมอบ การสนับสนุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้นแบบความสำเร็จในการจัดการดิน น้ำ ป่า ฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติของในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และพัฒนาคนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน




สำหรับโครงการ "ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ" ระยะที่ 3 มีระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 ถึง เดือนธันวาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 2 ปี ครอบคลุม 7 จังหวัดในลุ่มน้ำป่าสัก ได้แก่ สระบุรี ลพบุรี เพชรบูณ์ เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และอยุธยา โดยดำเนินงานผ่านการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่เครือข่ายและบุคคลทั่วไป เพื่อสร้างแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้ รองรับการขยายตัวของผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังลงพื้นที่ให้ความรู้ในรูปแบบของการลงแขก หรือ การเอามื้อสามัคคี เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยโครงการฯ ตั้งเป้าหมายในการจัดอบรมให้คนในชุมชนลุ่มน้ำป่าสักจำนวนไม่น้อยกว่า 960 คน โดยคาดว่าจะสามารถสร้างพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จได้ใน 42 พื้นที่ พัฒนาบุคลากรให้เป็นแกนนำอีกจำนวน 35 คน และสร้างศูนย์เรียนรู้ระดับลุ่มน้ำจำนวน 2 ศูนย์ 

อนึ่ง โครงการ "ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ" เป็นความร่วมมือระหว่างเชฟรอนประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ได้ดำเนินงานมานับตั้งแต่ปี 2557 และมีแผนงานสนับสนุนต่อเนื่องจนถึง ปี 2563 รวมระยะเวลา 7 ปี ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 35,920,000 บาท จากเชฟรอนประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชาลงสู่การปฏิบัติ ภายใต้แนวคิด "โคก หนอง นา โมเดล" เพื่อนำมาเป็นเทคนิคด้านการจัดการดิน น้ำ ป่า ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นชุมชนในลุ่มน้ำป่าสักเป็นหลัก เนื่องจากเป็นลุ่มน้ำที่จัดการได้ยาก เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ทำให้ในฤดูฝน น้ำจะท่วมลงสู่พื้นที่ลุ่มด้านล่างอย่างรวดเร็ว และในฤดูแล้งก็มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ นอกจากนั้น ยังเป็นลุ่มน้ำที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยมากที่สุดอีกด้วย 

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ ในระยะที่ 1 และ 2 ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ได้บรรลุผลในการสร้างตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และเพชรบูรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 75 พื้นที่ ในจำนวนนี้สามารถเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ที่เปิดให้การอบรมได้จำนวน 6 ศูนย์ โดยมีผู้ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมและอบรมด้านการจัดการน้ำไปแล้วกว่า 79,500 คน ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ในระยะที่ 3 จะขยายพื้นที่ขับเคลื่อนสู่จังหวัดเลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และอยุธยา เพื่อขยายผลให้เต็มพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักต่อไป

● มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ จับมือ บีวายดี ให้บริการรถลิมูซีนไฟฟ้า 100% ครั้งแรกของประเทศไทย ร่วมลดมลพิษและฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างยั่งยืน

posted Feb 12, 2019, 7:57 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Feb 12, 2019, 8:13 AM ]

มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ โรงแรมชั้นนำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ ไรเซน เอนเนอร์จี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าบีวายดีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ผนึกกำลังเปิดตัวโปรเจคต์รถลิมูซีนไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยการใช้รถ BYD e6 (บีวายดี อีซิกซ์) ในการให้บริการแก่ผู้เข้าพักที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 15,000 กิโลกรัมภายในปี 2562 ซึ่งเป็น การแก้ปัญหาด้านการลดมลพิษและค่า PM2.5 ที่ต้นเหตุ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ไฮดี้ ไคลน์ - มอลเลอร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ กล่าวในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการการให้บริการรถลิมูซีนไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย หรือ The Launch of The First Electric Limousine Service in Thailand ว่า "ทางฮิลตันได้ให้ความสำคัญ และมุ่งเน้นถึงนโยบายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้ควบคู่ไปการดำเนินชีวิตประจำวันมาโดยตลอด ทำให้เกิดการตั้งพันธกิจและเป้าหมายที่จะลดรอยเท้านิเวศน์ (Environmental Footprint) ของภาคอุตสาหกรรมโรงแรมในเครือฮิลตันที่มีต่อระบบนิเวศน์ให้ลดลงจำนวนครึ่งหนึ่งในปี พ.ศ.2573 ซึ่งในปีพ.ศ. 2561 ทางโรงแรมในเครือฮิลตันในประเทศไทยดำเนินการตามนโยบาย ด้วยการลดปริมาณ การใช้ขวดพลาสติกได้ถึง 968,414 ใบ และลดการใช้หลอดพลาสติกได้มากกว่า 537,600 หลอด ในขณะที่ในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถลดปริมาณขวดพลาสติกได้ 1,693,736 ใบ และลดการใช้หลอดพลาสติกได้จำนวน 1,666,321 หลอด"


นอกจากนี้ ทางฮิลตันให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็น ส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ การอนุรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ Travel with Purpose ที่ช่วยสร้างค่านิยมที่ดีร่วมกันสำหรับพนักงานฮิลตัน ผู้เข้าพักและผู้ใช้บริการฮิลตัน รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจและชุมชน ส่งผลให้คำมั่นสัญญาของฮิลตันด้านสิ่งแวดล้อมถูกปลูกฝังอยู่ในธุรกิจ ของฮิลตัน และได้รับการสนับสนุนจาก LightStay ซึ่งเป็นเครื่องมือการวัดระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่ได้รับรางวัลระดับโลก โดย LightStay ได้รับการพัฒนาและดำเนินการโดยฮิลตัน เพื่อเป็นศูนย์รวมในการรายงานผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อม สามารถติดตามได้ที่ cr.hilton.com


"ปัญหามลพิษในกรุงเทพฯ อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ความร่วมมือ กับไรเซน เอนเนอร์จี ในวันนี้จึงกลายเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม ซึ่งการใช้รถ เครื่องยนต์สันดาปเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก่อให้เกิดมลภาวะ การนำเสนอบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า 100% รูปแบบใหม่นี้แก่ลูกค้าและแขกของทางโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ จึงเป็นการช่วยลดรอยเท้านิเวศน์ตามนโยบายของฮิลตัน" ไฮดี้ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ รถลิมูซีนไฟฟ้าดังกล่าวจะเริ่มให้บริการที่โรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ จำนวน 2 คัน จะเริ่มวิ่งให้บริการเป็นระยะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป และจะเพิ่มจำนวนต่อไป โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกรับบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า บีวายดี อีซิกซ์ ด้วยอัตราค่าโดยสารในราคาพิเศษช่วง 2 เดือนแรก 1,800 บาทต่อครั้ง และโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 15,000 กิโลกรัมภายในปี 2562 โดยลิมูซีนไฟฟ้าจะต้องวิ่งระยะทางไม่ต่ำกว่า 88,000 กิโลเมตร หรือ 1,200 เที่ยวไปกลับระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ


รณชัย จินวัฒนาภรณ์ ประธานบริหาร บริษัท ไรเซน เอนเนอร์จี จำกัด หรือ บีวายดี ประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ และความร่วมมือในการเดินหน้าโครงการว่า "สำหรับทางไรเซน เอนเนอร์จี รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในโครงการนี้ ด้วยความหวังว่าโครงการนี้จะจุดประกายให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่งสาธารณะ เริ่มใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เพราะจากการศึกษาพบว่าประเทศอื่น ๆ เริ่มต้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากการเปลี่ยนรถที่ให้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถแท็กซี่ ให้เป็นรถไฟฟ้า (electrify) ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับผู้ที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหามลพิษอย่างที่มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ได้ทำมาโดยตลอด รถบีวายดี อีซิกซ์ รุ่นที่ใช้เป็นลิมูซีนไฟฟ้า เป็นรถที่ใช้ในภาคการคมนาคมขนส่งทั่วโลกมากว่า 8 ปี และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงในทุกสภาพถนนและอากาศ โดยมีความปลอดภัย และเชื่อถือได้ การตัดสินใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าบีวายดีจะทำให้ฮิลตันเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งถือเป็นรางวัลแก่คนที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง"

ทั้งนี้ บริษัท โอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์เซอร์วิซ จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้การบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า บีวายดี อีซิกซ์ แก่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ในโครงการการให้บริการรถลิมูซีนไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือดังกล่าวตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมของฮิลตัน ในการผลักดัน การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ถึงเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยรถบีวายดี อีซิกซ์​ (BYD e6) เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถูกออกแบบให้ใช้ในการคมนาคมขนส่งสาธารณะที่มีขนาดของแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต 80 kWh ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าได้ระยะทางกว่า 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่ความเร็วเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมกับหัวชาร์จ มาตรฐานสากลแบบ Type 2 การชาร์จด้วยเครื่องชาร์จ AC ขนาด 40 kW ของบีวายดี จะใช้เวลาประมาณ 2-2.5 ชั่วโมง ทำให้มีค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน นอกจากนี้แล้ว บีวายดี อีซิกซ์ ส่งมอบไปแล้ว 104 คันตั้งแต่ปี 2561 โดยในช่วงกลางปีจะมีการนำรถรุ่นใหม่มาเสริมทัพลิมูซีนไฟฟ้า 100% ที่ใช้บีวายดี อีซิกซ์

● 'สตรีพัทลุง-เทคนิคสุราษฎ์' ไอเดียเจ๋ง คว้าชัยโครงการ Chevron Young Makers Contest ปี 3

posted Jan 29, 2019, 11:51 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Jan 29, 2019, 12:02 PM ]


เวทีประกาศผลผู้ชนะเลิศโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปีที่ 3 เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของทีมผู้ชนะจากทั้งสายสามัญและสายอาชีพที่ส่งผลงานประดิษฐ์สุดสร้างสรรค์เข้าประกวดภายใต้หัวข้อ "Green Innovation นวัตกรรมโลกสีเขียว" จัดโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จับมือพันธมิตรหลัก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเกณฑ์การตัดสินผู้ชนะในปีนี้เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ หรือไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งสองทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศได้ฝ่าฟันทีมคู่แข่งทั้งหมดถึง 399 ทีม โดยรางวัลสายสามัญตกเป็นของโรงเรียนสตรีพัทลุง กับผลงานหุ่นยนต์ขจัดคราบสกปรกบนผิวน้ำ และรางวัลชนะเลิศสายอาชีพ ได้แก่ผลงาน Clean Oyster จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎ์ธานี ที่คว้ารางวัลชนะเลิศติดต่อกันเป็นปีที่สอง ได้ตั๋วบินลัดฟ้าไปจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และกระทบไหล่เมกเกอร์ชาติอื่น ๆ ณ เมกเกอร์ แฟร์ เบย์ แอเรีย สหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤษภาคมปีนี้


สำหรับผลงานผู้ชนะเลิศสายสามัญ หุ่นยนต์ขจัดคราบสกปรกบนผิวน้ำ จากโรงเรียนสตรีพัทลุง กว่าจะออกมาเป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศได้นี้ 2 หนุ่มเมกเกอร์มือใหม่ นายมานพ คงศักดิ์ และนายสุรศักดิ์ ฟองหิรัญศิริ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อายุ 17 ปี ใช้เวลาพัฒนาและต่อยอดถึง 6 ปี โดยจุดเริ่มต้นของการสร้างสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกนี้เกิดจากต้นเหตุบริเวณโรงเรียนของเด็ก ๆ ที่อยู่ติดกับคลองที่มีน้ำเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วโรงเรียนและชุมชนทำให้ทั้งเด็กนักเรียนและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เมื่อได้ลงมือศึกษาเด็ก ๆ พบว่า ต้นเหตุของกลิ่นเหม็นคือ คราบน้ำมันที่ถูกปล่อยทิ้งลงในคลองซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย เด็ก ๆ จึงริเริ่มประดิษฐ์หุ่นยนต์ขจัดคราบสิ่งสกปรกบนผิวน้ำที่ทำจากวัสดุที่มีการคิดค้นมาเป็นอย่างดีว่าสามารถขจัดคราบน้ำมันได้อย่างแท้จริง โดยมีหลักการทำงานคือ ตัวหุ่นยนต์มีการติดกล้องไว้ด้านบนเพื่อใช้ตรวจสอบว่ามีคราบน้ำมันอยู่บริเวณใดบ้างซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงยากได้ และยังช่วยลดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่เก็บสิ่งปฏิกูลบริเวณแม่น้ำอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวหุ่นยนต์นี้มีลูกกลิ้งที่ใช้สำหรับเก็บคราบน้ำมันซึ่งทำงานโดยแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้นานขึ้นถึงสามสิบนาที


"พวกผมใช้เวลาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มากว่า 6 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายามและลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน วันนี้ภูมิใจในความตั้งใจของตัวเองที่ทำสำเร็จไปอีกขั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่มากนัก แต่มันยิ่งใหญ่ในใจของพวกเรา เพราะเป็นแสดงถึงพลังเล็ก ๆ ของพวกเราที่แสดงออกว่าห่วงใยสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมสามารถดีขึ้นได้ด้วยสิ่งประดิษฐ์ของเรา รวมทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพวกเราคนรุ่นใหม่มีความคิดที่จะใช้สิ่งประดิษฐ์แก้ไขปัญหาใกล้ตัวอีกด้วย" ทีมโรงเรียนสตรีพัทลุงกล่าว


ด้านโครงการ Clean Oyster จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎ์ธานี ผลงานชนะเลิศจากสายอาชีพ จากสองหนุ่มเมกเกอร์เพื่อนซี้ นายนูรุดดีน เจะปี ชั้น ปวส.1 อายุ 19 ปี และนายวัฒนพงศ์ เพชรรัตน์ ชั้นปวส. 2 อายุ 20 ปี น้อง ๆได้กล่าวว่า "พวกผมได้ไอเดียจากแนวคิดที่ต้องการจะยกระดับคุณภาพ "หอยนางรม" สินค้าขึ้นชื่อของสุราษฎร์ธานีที่ก่อนหน้านี้มียอดขายตกลงมาก เพราะมีคำเตือนเรื่องการบริโภคหอยนางรมที่อาจล้างไม่สะอาดเพียงพอ"

ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่พวกเขาอยากจะสร้างนวัตกรรมมาแก้ไข จึงลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยนางรมฟาร์มหอยนางรม นำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาเครื่อง Clean Oyster ที่มีกลไกทำความสะอาดหอยด้วยระบบคลื่นน้ำ ที่ทำหน้าที่หลักสองประการคือทำให้หอยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอาศัยอยู่ในแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ หอยนางรมก็จะเปิดปาก ให้คลื่นน้ำสามารถเข้าไปพาสิ่งสกปรกออกมาจากตัวหอยนางรม ส่วนสิ่งสกปรกที่ออกมาจากตัวหอยจะถูกกำจัดโดยระบบกรองสามชั้นที่ติดตั้งในเครื่อง Clean Oyster เริ่มจากการใช้สาหร่ายพวงองุ่นที่ซึ่งจะช่วยดูดซับแอมโมเนียจากตัวหอยและหลังจากนั้นจะมีการกรองหยาบ กรองละเอียดในบ่อที่ 1 และใช้หลักการน้ำล้นให้ไปสู่บ่อที่ 2 ซึ่งมีไบโอบอลทำหน้าที่สร้างออกซิเจนและดักจับสิ่งสกปรกเหนือผิวน้ำ สุดท้ายจะถูกส่งไปที่บ่อกรองที่ 3 ซึ่งเป็นบ่อพักน้ำที่มีแสงยูวีซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกทั้งหลายเพื่อนำน้ำกลับไปใช้ใหม่ ทำให้มั่นได้เลยว่าหอยนางรมที่ถูกทำความสะอาดจากเครื่องนี้สะอาดและปลอดภัยต่อการบริโภค "สิ่งที่ทำให้พวกเราสามารถชนะการแข่งขัน Young Makers Contest ครั้งที่ 3 ได้ คือใจที่มุ่งมั่น ต้องไม่หยุดพยายาม พัฒนาผลงานเรื่อยๆจนประสบความสำเร็จ ต้องขอขอบคุณอาจารย์เกียรติศักดิ์ เส้งพัฒน์ ที่ให้คำปรึกษา ความรู้ และความช่วยเหลือต่างๆ จนพวกเราสามารถประดิษฐ์เครื่อง Clean Oyster ได้สำเร็จ" นายนูรุดดีนกล่าว


ด้านอาจารย์เกียรติศักดิ์ เส้งพัฒน์ อาจารย์ที่ปรึกษาประจำโครงการฯ วิทยาเทคนิคสุราษฎ์ธานี ผู้อยู่เบื้องหลังและผู้ผลักดันให้วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎ์ธานีคว้าแชมป์การประกวด Young Makers Contest เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน กล่าวว่า "หัวใจของการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ต้องเริ่มจากการคำนึงถึงผู้ใช้งาน ต้องดูว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร แล้วคิดสิ่งประดิษฐ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนั้น ในฐานะที่ปรึกษา ผมจะไม่ลงมือประดิษฐ์เอง แต่จะชี้แนะแนวทาง ตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้ลองคิด ลงมือประดิษฐ์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ผมดีใจมากที่นักเรียนในที่ปรึกษาของผมสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้อีกครั้ง และภูมิใจที่ได้เห็นนักเรียนประสบความสำเร็จ นับเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเป็นครู"


สำหรับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 60,000 บาทสายสามัญ คือ "Food Cycle" จากโรงเรียน มงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม สายอาชีวะ ผลงาน "เครื่องซีลผักสูญญากาศแบบแนวตั้งด้วยแรงดันน้ำ" จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎ์ธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 30,000 บาท ได้แก่สายสามัญ คือ "ตะเพียนซีเลอร์" โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) สายอาชีวะ "เครื่องล้างทะลายปาล์มผสมจุลินทรีย์ชีวภาพระบบรีไซเคิลน้ำ" วิทยาลัยการอาชีพไชยา

● เผยความสำเร็จการติดปลอกคอช้างป่า ครั้งแรกของประเทศไทย

posted Jan 8, 2019, 10:17 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Jan 8, 2019, 10:30 AM ]

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล แถลงความสำเร็จการติดปลอกคอช้างป่า เผยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย หวังแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนและช้างป่าในพื้นที่เขตป่าตะวันออกของประเทศ


นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานในพิธีแถลงความความสำเร็จในการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าเพื่อติดตามพฤติกรรม และการเคลื่อนที่ของฝูงช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมด้วยนางสาวเยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ซึ่งการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เผยเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกของคนและช้างป่า ในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าวในขณะที่ช้างป่าได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ความเหมาะสมของถิ่นอาศัยได้ลดลง รวมถึงพื้นที่ป่าบางส่วนถูกบุกรุกเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรและเพาะปลูก ด้านชุมชนก็ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของพืชผลที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายและเป็นการสูญเสียรายได้ ซึ่งในบางครั้งก่อให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ด้วย โดยปลอกคอชุดแรก 3 เส้นนำเข้าจากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ จากความร่วมมือขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลและเครือข่ายนักวิจัยในสถาบันวิทยาศาสตร์ และการอนุรักษ์จากทั่วโลก อาทิ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนี่ยน สหรัฐอเมริกา


"ความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ครอบคลุม 5 จังหวัด กว่า 1,000 กิโลเมตร ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดทีมนักวิจัย สัตว์แพทย์ และเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังช้างป่าลงพื้นที่ติดตามและศึกษาโครงสร้างประชากร พฤติกรรมช้างป่า รวมทั้งศึกษาเส้นทางการเดินของฝูงช้างแต่ละกลุ่ม เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรกร ซึ่งก็ได้เห็นปัญหาในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินของเกษตรกรโดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักรษ์ รวมถึงการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งชีวิตของทั้งคนและช้างป่า ดังนั้นจึงได้นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้าง ซึ่งวิธีที่หลายประเทศนำมาใช้ และได้ผลดี มาใช้ในการติดตามช้างป่าในครั้งนี้ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากปลอกคอสัญญาณดาวเทียมจะถูกนำมาใช้วางแผนการทำงานของเจ้าหน้าที่ร่วมกับกับภาคึชุมชนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้างให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป"


ทางด้านนางสาวเยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า WWF ให้การสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติฯอย่างเต็มที่ ในการถอดรหัสปัญหา พร้อมร่วมนำเสนอแนวทางแก้ไข ด้วยการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ "WWF กับภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า มีต้นแบบของกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเรื่องของช้างป่า ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของประเทศไทย โดยเรามองเห็นว่า ทั้งนี้ WWF และ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกันดำเนินงานวิจัยที่จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าที่เกิดขึ้น รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานติดตั้งปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่าเ เพื่อการวางแผนรับมือกับปัญหาจากช้างป่าที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม"

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัย กลุ่มงานงวิจัยสัตว์ป่า และทีมงานสัตวแพทย์ กลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ลงพื้นที่ติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่า ในพื้นที่ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยทีมเจ้าหน้าที่ได้ทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ เพื่อตรวจสอบเส้นทางเดินของช้างป่าก่อนหน้าจะลงมือปฏิบัติการ และวางตัวเป้าหมายอย่างชัดเจน


ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ โดยระบุว่า อุปกรณ์ที่ใช้ติดตามสัตว์นั้น เทคโนโลยีที่เรียกว่า ชุดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมซึ่งจะนำเข้ามาใช้กับช้างป่าและถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด มาติดเข้ากับช้างป่าได้อย่างเป็นผลสำเร็จ

"ชุดปลอกคอสัญญาณดาวเทียม โดยมากมักนำมาใช้กับสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ในระยะไกล และหาตัวได้ยาก โดยสัญญาณจะถูกส่งไปยังระบบดาวเทียม โดยมีทั้งระบบจีเอสเอ็ม และ อิเรเดียม และส่งผ่านข้อมูลลงมายังแม่ข่ายภาคพื้นทีดิน ก่อนจะส่งต่อมายังผู้รับ โดยอุปกรณ์นี้ได้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะให้ความแม่นยำความแม่นยำ และผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่ายผ่านระบบอินเทอร์เนต คือ อ่านค่าตำแหน่งของปลอกคอช้างได้ และรู้พิกัดของช้างที่ค่อนข้างแม่นยำ"

ดร.ศุภกิจฯ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ กล่าวเสริมว่า องค์ประกอบของอุปกรณ์ชุดปลอกคอแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์สำหรับส่งสัญญาณ แบตเตอรี่ และเครื่องส่งสัญญาณที่มีอายุการใช้งาน 5-10 ปี รวมทั้งสายรัด ที่ทำจากโพลีเมอร์ ผสมยางพารา มีความคงทน และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติเมื่ออายุการใช้งานประมาณ 6-7 ปี

"เบื้องต้นเราจะเฝ้าสังเกต และเฝ้าระวังในกรณีช้างออกจากป่า ข้อมูลพิกัดของช้างที่ส่งมาแบบทันท่วงที จะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงถตำแหน่งของช้างป่าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ เพิ่มศักยภาพในการป้องกันและเฝ้าระวังช้างป่าได้ทันท่วงที ทั้งยังช่วยให้ชุมชมรับรู้ตำแหน่งของช้างป่า ตลอดจนการเคลื่อนที่ ทำให้สามารถป้องกันตนเอง และเฝ้าระวังช้างป่าได้ดียิ่งขี้นชุมชนก็จะป้องกันตนเองได้ดีขึ้น ช้างก็จะปลอดภัยมากขึ้น"

โครงการติดปลอกคอช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ถือเป็นต้นแบบของพยายามในการแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าในมิติใหม่ และถือเป็นการทำงานครั้งแรกที่จะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันต่อไป ทั้งนี้ WWF ประเทศไทย วางแผนส่งมอบชุดปลอกคอช้างเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมจากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งสิ้น 6 ชุด เพื่อนำไปใช้กับช้างป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดตามแผนงานโครงการ และจะร่วมลงพื้นที่ติดตาม ทำงานวิจัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต่อไป

● กระทรวงเกษตรฯ ถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 สืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

posted Dec 9, 2018, 3:02 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Dec 9, 2018, 3:09 AM ]


วานนี้ (8 ธันวาคม 2561) นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน วันดินโลก “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” พร้อมด้วยนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ข้าราชการ ประชาชน ร่วมกันถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันดินโลกขึ้น ในโอกาสองค์การสหประชาชาติ และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชติ (FAO) กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “วันดินโลก” เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมสำคัญนี้ เพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกสิกรรมโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ มาบูรณาการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ กรมชลประทาน จึงได้ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจัดงานวันดินโลก ปี 2561 ขึ้น ภายใต้ชื่องาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี”

 

สำหรับกิจกรรมในงานตลอดทั้ง 3 วัน มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” การบูรณาการระหว่างดิน น้ำ และพืช รวมถึงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่, การแสดงบนเวที การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปล่อยสัตว์น้ำ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ จากส่วนราชการและนักศึกษา, การบริจาคโลหิต, การให้บริการตรวจหาสารเคมีในเส้นเลือด รวมถึงการประกวดแข่งขันในหัวข้อเกี่ยวกับงานวันดินโลก นอกจากนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานยังจะได้เลือกชมและซื้อสินค้าจากร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์, ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี, สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และชิมผลไม้พื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยตลอดทั้งงานยังมีการเปิดให้บริการนั่งรถรางชมเขื่อนนฤบดินทรจินดา ถ่ายภาพกับทุ่งปอเทือง อีกด้วย


นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเนื่องในวันดินโลก ปี 2561 “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้มาร่วมงาน ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศาสตร์พระราชา และเกษตรทฤษฎีใหม่จากเครือข่ายในพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้
 
ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจไปเที่ยวชมงาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” จะจัดขึ้น ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่วันนี้ 8 – 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลา 3 วัน เวลา 08.30 - 16.30 น.


● ดาว ประกาศเดินหน้าแนวทางสนับสนุนการแก้ปัญหาขยะพลาสติก ร่วมกับ เซอร์คูเลท แคปปิตอล และ องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล ดำเนินโครงการจัดการขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

posted Dec 5, 2018, 11:44 PM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Dec 6, 2018, 12:01 AM ]


[มิดแลนด์ มิชิแกน] ดาว ประกาศเจตนารมณ์ในการลงทุนและพัฒนาโครงการแก้ไขปัญหาระดับโลก เพื่อการบริหารจัดการขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม

ในการประชุม Our Ocean Conference ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ผ่านมา ดาว ได้ประกาศโครงการความร่วมมือร่วมกับบรรดาแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในการเป็นผู้ร่วมลงทุนก่อตั้งกองทุนขนาด 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ เซอร์คูเลท แคปปิตอล (Circulate Capital) บริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัท โครงการ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ในที่ประชุม ดาว ยังได้ประกาศเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการบริจาคทุนทรัพย์เพิ่มเติมเป็นจำนวนหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อช่วยกันทำความสะอาดทะเล ชายหาด และชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นระยะเวลาสองปี เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการเก็บและรีไซเคิลขยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เงินทุนเหล่านี้ยังจะนำไปใช้ในโครงการเสริมสร้างศักยภาพให้กับหน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไรและการสร้างความร่วมมือกับผู้นำชุมชนเมืองต่าง ๆ เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานบริหารจัดการขยะที่ใช้ได้จริง

จิม ฟิทเทอร์ลิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า "ดาว ต้องการปูทางให้กับอุตสาหกรรมของเราในการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับสินค้าใหม่ ตลอดจนการผนึกกำลังของพนักงานและลูกค้า เพื่อหยุดปัญหาขยะพลาสติกที่หมุนเวียนอยู่ในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เราจะยังหาโอกาสในการทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม เจ้าของแบรนด์ หน่วยงานราชการในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ รวมถึงหน่วยงานรัฐในระดับนานาชาติ หน่วยงานไม่แสวงผลกำไร และผู้บริโภค เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถพัฒนาโซลูชั่นเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับพลาสติกได้อย่างแท้จริง"


เซอร์คูเลท แคปปิตอล

พันธกิจของเซอร์คูเลท แคปปิตอล คือการแสดงให้นักลงทุนสถาบันมองเห็นถึงคุณค่าของการลงทุนด้านการบริหารจัดการขยะและการรีไซเคิล เนื่องจากเงินทุนเหล่านี้เป็นที่ต้องการสำหรับการจัดตั้งบริษัทรีไซเคิลและการบริหารจัดการของเสีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาขยะตลอดทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากภูมิภาคเหล่านี้กำลังประสบปัญหาเรื่องขยะทางทะเลเป็นอย่างมาก อันมีสาเหตุหลักมาจากความขาดแคลนระบบโครงสร้างการจัดการขยะ โครงสร้างการลงทุนของเซอร์คูเลท แคปปิตอล จึงเป็นการหาแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันผ่านโครงสร้างทางการเงินที่ผสมผสานระหว่างกองทุนเพื่อสังคมและกองทุนเพื่อสาธารณกุศล โดยเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนตามอัตราตลาด เพื่อที่จะขจัดความเสี่ยงและแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าการลงทุนในภาคการฟื้นฟูทรัพยากรสามารถสร้างผลกำไรที่ดีได้ โดยเซอร์คูเลท แคปปิตอล คาดว่าจะมีเงินทุนรวมราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากบริษัทด้านสินค้าผู้บริโภคและบริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลก

ดิเอโก โดโนโซ ประธานฝ่ายธุรกิจของ Dow Packaging and Specialty Plastics กล่าวว่า "ความร่วมมือของ ดาว ในครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายในการหาแนวทางการแก้ไขประเด็นปัญหาของโลกเฉกเช่นเดียวกับเรา การทำงานของเซอร์คูเลท แคปปิตอล มีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากจะทำให้ผู้คนในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความขาดแคลนระบบโครงสร้างการจัดการขยะสามารถสร้างโซลูชั่นที่สามารถใช้งานและแก้ปัญหาได้จริงให้กับชุมชนของตน ซึ่งมีผู้คนมากมายที่มีความคิดที่ดีรวมถึงมีแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาขยะ และดาวก็รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้"
องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล

องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเลได้มีการทำงานเพื่อปกป้องท้องทะเลจากปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างในปัจจุบัน โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสร้างโซลูชั่นทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยฟื้นฟูผืนทะเลให้กลับมาดีดังเดิม เพราะสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงชุมชนจำเป็นต้องพึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี เงินทุนบริจาคจำนวนหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐฯ ของดาว มีรากฐานมาจากการทำงนร่วมกันมากว่า 20 ปี ในโครงการทำความสะอาดชายหาดสากล (International Coastal Cleanup) โดย ดาว ร่วมกับองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเลก่อตั้งกลุ่ม Trash Free Seas Alliance® (TFSA) ในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันของภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และหน่วยงานไม่แสวงผลกำไร เพื่อวิเคราะห์หาต้นตอของปัญหาที่สร้างมลภาวะด้านขยะพลาสติกที่กำลังคุกคามท้องทะเล

ไมค์ วิทท์ ผู้อำนวยการองค์กรด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับพลาสติกของดาว กล่าวว่า "ความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ อย่างเช่นองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล มีความสำคัญมากต่อพันธกิจของดาว ในการพัฒนาโซลูชั่นการจัดการพลาสติกครบวงจร นัดที่รหย่อนภัณฑ์ คือองค์ประกอบพทใหม่ ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเราได้มีการเร่งสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงการสนับสนุนการนำกลับมาใช้ใหม่ และการใช้ทรัพยากรที่น้อยลง การลดปริมาณพลาสติกที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการปรับปรุงการรีไซเคิลพลาสติก ขณะที่ยังคงคุณประโยชน์ที่จำเป็นของพลาสติก คือส่วนสำคัญของโซลูชั่นที่ ดาว ให้การสนับสนุนผ่านการค้นคว้าวิจัยและความร่วมมือดังกล่าว"


การประกาศความร่วมมือนี้ เป็นโครงการล่าสุดที่เพิ่มขึ้นจากโครงการต่าง ๆ ของดาว ที่ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างความยั่งยืนให้พลาสติก ซึ่งโครงการอื่น ๆ ของดาว ประกอบด้วย
  • การทำงานร่วมกับภาครัฐ: เมื่อไม่นานมานี้ ดาว ได้ประกาศความร่วมมือกับเครือข่าย Global Plastic Action Partnership ซึ่งขับเคลื่อนโดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาชน รัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมไปถึงชุมชนต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดยเครือข่ายพันธมิตรนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดาและสหราชอาณาจักร รวมถึง ดาว และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโซลูชั่นที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้ได้จริงภายในปี พ.ศ. 2563 โดยโครงการแรกจะเริ่มขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย
  • การเก็บขยะ: โครงการ #PullingOurWeight ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน และครอบครัวกว่า 5,600 คน ทั่วโลกในกิจกรรมทำความสะอาดชายฝั่งและแม่น้ำลำคลองรวม 55 แห่ง ซึ่งสามารถเก็บขยะได้มากกว่า 52,000 ปอนด์
  • เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน: ดาว ริเริ่มโครงการ Hefty® EnergyBag® เมื่อหลายปีที่ผ่านมาเพื่อนำขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ยากกลับมาใช้เป็นทรัพยากรที่คงคุณค่าต่อไป โดยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี พ.ศ. 2561 โครงการ Hefty® EnergyBag® สามารถเก็บขยะมากกว่า 92 ล้านถุง หรือประมาณ 546 บาร์เรลของถังน้ำมันดีเซล โดยเมื่อไม่นานมานี้ ดาว ยังได้ประกาศมอบทุนทรัพย์จำนวนหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่องค์กรต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนต่อไป
  • การสร้างนวัตกรรมรีไซเคิล: นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของความพยายามของดาวในการกำจัดขยะพลาสติกที่เล็ดลอดออกสู่สิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี RecycleReady ของดาวทำให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ได้คุณภาพตามข้อกำหนดของตรา "How2Recycle" ภายใต้โครงการของ Sustainable Packaging Coalition และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลของตลาด โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี RecycleReady สามารถนำมารีไซเคิลในแบบเดียวกับการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ประเภทโพลีเอทิลีน เช่น การจัดให้มีจุดรับขยะพลาสติกในร้านขายของชำในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ดาว ยังดำเนินการค้นคว้าเทคโนโลยี compatibilizer ซึ่งจะช่วยให้สามารถรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่มีความหนาหลายชั้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ ดาว เพิ่งทำการสาธิตในโครงการ Virtuous Circle ที่แอฟริกาใต้ เป็นต้น
  • การลงทุนในโซลูชั่นด้านการรีไซเคิลและการบริหารจัดการขยะ: อีกหนึ่งโครงการที่ ดาว กำลังดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างธุรกิจรีไซเคิล และกลยุทธในการเติบโตทางธุรกิจเพื่อให้การรีไซเคิลพลาสติกสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน
  • ความร่วมมือกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน: ดาว เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง Sustainable Packaging Coalition ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับเจ้าของแบรนด์และธุรกิจแปรสภาพบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มผลิตผลของพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลผ่านกระบวนการรีไซเคิลของฟิล์มโพลีเอทิลีนได้

● ดาว ประเทศไทย รวมพลังอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล เป็นปีที่ 16 ภายใต้แคมเปญ #PullingOurWeight

posted Oct 9, 2018, 12:57 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Oct 9, 2018, 1:11 AM ]


จากปัญหาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรมในปัจจุบัน ได้เกิดปัญหาขยะซึ่งเป็นมลพิษทางทะเลกระทบต่อความสมดุลทางธรรมชาติ ซึ่งหลายฝ่ายทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต จึงได้เกิดการรวมพลังประชาชนจิตอาสาร่วมทำความสะอาดเก็บขยะชายหาดระดับโลกในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล หรือ International Costal Cleanup ที่มีอาสาสมัครนับแสนคนพร้อมใจกันร่วมทำความสะอาด เก็บขยะชายหาด ทะเลสาบ มหาสมุทร ซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่า โดยจัดพร้อมกันทั่วโลก ทุกวันเสาร์ที่ 3 ในเดือนกันยายนของทุกปี

กิจกรรมเก็บขยะชายหาด ในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล จังหวัดระยอง ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมประเทศไทย (กนอ.) กลุ่มผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบ้านฉาง ตลอดจนอาสาสมัครในชุมชน มารวมพลังกันดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายทะเลระยอง ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2561 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ภายใต้แคมเปญ #PullingOurWeight ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในบริเวณชายหาด ซึ่งควรได้รับได้รับการเอาใจใส่ให้สะอาด สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเล เพราะถึงแม้ระยองจะเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งนิคมอุตสาหกรรม แต่ความจริงนั้น ในจังหวัดระยองยังคงมีการทำประมงพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน ซึ่งวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้านคงยั่งยืนต่อไปไม่ได้เลย หากท้องทะเลและชายหาดไม่ได้รับการอนุรักษ์ดูแลให้เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์


#PullingOurWeight เป็นแคมเปญการจัดการขยะพลาสติกประจำปี 2561 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายความยั่งยืนของดาว บริษัทฯ สนับสนุนผู้นำอุตสาหกรรมพลาสติกทั่วโลกและร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชากรโลก และยกระดับปัญหาขยะพลาสติกเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกต้องร่วมมือกันแก้ไขด้วยมาตรการที่ยั่งยืน ดาว เคมิคอล ซึ่งดำเนินงานภายใต้ปณิธานการพิทักษ์โลก ที่มุ่งหมายในการสร้างมาตรฐานเพื่อความยั่งยืนเพื่อให้โลกมีความปลอดภัยและมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ในฐานะพันธมิตรผู้ให้การสนับสนุนองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล จึงได้รวมพลังพนักงานดาวอาสาทั่วโลกและครอบครัว จัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ ดาวใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อโลก ผลิตภัณฑ์ของดาวจะช่วยให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น เพราะดาววางแผนการจัดการกับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งาน


ฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการขยะพลาสติก โดยเริ่มจากการแยกขยะในครัวเรือน ปัญหาขยะพลาสติกริมทะเลจะไม่เกิดขึ้นหากทุกคนเริ่มแก้ที่ต้นตอของปัญหา ดาวอยากเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญ เปลี่ยนพฤติกรรมการทิ้งขยะ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้โดยองค์กรเดียว แต่ทุกหน่วยในสังคมต้องจับมือกัน สำหรับดาวเราได้ดำเนินกิจกรรม International Costal Cleanup มาเป็นเวลา 16 ปี ติดต่อกัน เราหวังว่าในทุก ๆ ปี จำนวนขยะพลาสติกจะลดลงอย่างต่อเนื่อง”

กิจกรรมวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากลเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกในการรักษาความสะอาดชายฝั่งทะเล ซึ่งการจัดกิจกรรมในทุก ๆ ปี พบว่ามีอาสาสมัครมาร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น และชายหาดทะเลระยองก็สะอาดขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของอาสาสมัครทุกคนที่ได้แบ่งปันน้ำใจให้แก่ท้องทะเลระยองของพวกเรา สำหรับปีนี้ พนักงานกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทยและครอบครัว รวมถึงประชาชนในพื้นที่กว่า 4,191 คน สามารถเก็บขยะได้กว่า 90,807 ชิ้น รวมน้ำหนักทั้งสิ้นกว่า 5,790 กิโลกรัม ตลอดระยะทางทั้งสิ้น 15.1 กิโลเมตร ณ บริเวณชายหาดแสงจันทร์-แหลมเจริญ และบริเวณหาดน้ำริน-หาดพยูน-หาดพลา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดระยอง โดยขยะที่เก็บได้ทั้งหมดจะถูกนำไปคัดแยกประเภท และนำส่งข้อมูลไปยังหน่วยอนุรักษ์ชายฝั่งสากลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปรวบรวมกับข้อมูลของประเทศอื่น ๆ เพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาการลดปริมาณขยะ และสร้างจิตสำนึกการพัฒนาสิ่งแวดล้อมบริเวณ ชายฝั่งของโลกอย่างยั่งยืน


“เราควรบริโภคพลาสติกเท่าที่จำเป็น และรู้จักการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง อาทิ ประเภทพลาสติกรีไซเคิลซึ่งจะสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ภาคเอกชนและหน่วยงานราชการจำเป็นต้องร่วมมือกัน เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ด้วยวิธีที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ร่วมกันให้ความรู้กับชุมชน ดาวเองก็ได้พูดคุยกับชุมชนชาวประมงที่ระยองเกี่ยวกับการจัดการขยะในทะเล ปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้อง ไม่เพิ่มขยะและแป็นส่วนหนึ่งของการจัดการขยะเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมโลกและชุมชนของเขาเอง” เดชา พาณิชยพิเชฐ ผู้อำนวยการโรงงาน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวเสริม

ดาว ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน และนำศักยภาพพนักงานมาช่วยสร้างคุณค่าเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลสิ่งแวดล้อม คืนความสวยงามให้กับชายหาดและท้องทะเล อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสุขที่ยั่งยืนของคนในชุมชนต่อไป


● ประกาศผลและมอบ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 18 น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การทำงานด้วย "วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า" เพื่อเป็น "พลังเปลี่ยนโลก"

posted Aug 28, 2018, 10:55 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Aug 28, 2018, 11:29 AM ]


27-28 สิงหาคม 2561 สถาบันลูกโลกสีเขียวจัดพิธีประกาศผลและมอบ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 18 และงาน "สองทศวรรษรางวัลลูกโลกสีเขียว" ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. กรุงเทพฯ

รางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นหนึ่งในโครงการเสริมของโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ถือกำเนิดขึ้นในพ.ศ. 2542 เนื่องในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินพระมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา ด้วยความร่วมมือของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ นับจากปีแรกจนถึงปัจจุบัน "รางวัลลูกโลกสีเขียว" เดินทางเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 แล้ว และยังคงน้อมนำแนวพระราชดำริสู่การประกวดในหัวข้อ "วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า" เพื่อเป็น "พลังเปลี่ยนโลก"

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียวและประธานกรรมการตัดสิน "รางวัลลูกโลกสีเขียว" กล่าวว่า "ผมขอแสดงความยินดีกับบุคคลและกลุ่มบุคคลซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในครั้งนี้ ขอชื่นชมกับทุกผลงานที่เปี่ยมพลังความมุ่งมั่น สานเครือข่ายลูกโลกสีเขียวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ขอเป็นกำลังให้ทุกคนยืนหยัดอุดมการณ์ รักษาโลคของเราเพื่อส่งต่อคุณค่ามรดกนี้ให้แก่ลูกหลาน สร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเป็นพลังให้แก่ประเทศชาติในการก้าวไปข้างหน้า"

นางศรีสุรางค์ มาศศิริกุล ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าวว่า " ตลอด 20 ปีของการดำเนินงาน "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ได้เชิดชูชุมชนที่มีการจัดทำป่าชุมชน คิดเป็นจำนวนกว่า 2.4 แสนไร่ ชุมชนเหล่านี้ยังร่วมบริหารจัดการป่าในพื้นที่เขตอนุรักษ์กว่า 1.8 ล้านไร่ ในขณะที่กรมป่าไม้ระบุว่า มีชุมชนกว่า 8,000 หมู่บ้าน จัดทำป่าชุมชนรวมเป็นเนื้อที่กว่า 3.2 ล้านไร่ทั่วประเทศ

ภายใต้การสนับสนุนของ ปตท. สถาบันลูกโลกสีเขียว ได้เพิ่มภารกิจในการทำงานนอกเหนือจากยกย่องให้กำลังใจแก่ผู้ที่ทำความดี โดยงานจัดการความรู้เพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็งให้กับเครือข่าย การจัดเวทีเครือข่ายลูกโลกสีเขียวในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนหยิบยกประเด็นที่เป็นสภาพปัญหาในแต่ละภูมิภาคและสร้างกิจกรรมเพื่อให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน สามารถตั้งรับปรับสู้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


ภายในงานประกอบด้วย "ตลาดความรู้" หลากหลาย อาทิ นิทรรศการเส้นทางแห่งสองทศวรรษรางวัลลูกโลกสีเขียว นิทรรศการผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 18 กิจกรรมเชิงวิชาการและวัฒนธรรม ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "พลังเปลี่ยนโลก" โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียวฯ ห้องเสวนาย่อยนำเสนอกรณีศึกษาผ่านการ "ตั้งรับ-ปรับสู้-เปลี่ยนแปลง-อยู่รอด" ในแต่ละภูมิประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง และห้องเวิร์คช็อปเพื่อเยาวชนเรื่อง "เทคนิคการสื่อความด้วยรูปแบบมัลติมีเดีย" ลานวัฒนธรรมภาค การแสดงศิลปะพื้นบ้านจากเยาวชนที่สะท้อนความงดงามของพหุวัฒนธรรม และร่วมเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 18 ในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลฯ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2561 โดยมีผลงานที่รับการยกย่องทั้งสิ้น 38 รางวัล ดังนี้

รางวัลประเภทชุมชน จำนวน 7 รางวัล

● ชุมชนบ้านป่าตึงงาม จ.เชียงใหม่
● ชุมชนบ้านห้วยเดื่อ จ.แม่ฮ่องสอน
● ชุมชนบ้านเด่นวัว จ.ตาก
● สมาคมคืนแรกแก้วสู่ดิน จ. จันทบุรี
● ชุมชนพุน้ำร้อน จ.สุพรรณบุรี
● ชุมชนบ้านพลวง จ.สุรินทร์
● ชุมชนบ้านไสใหญ่ (คน ผึ้ง ป่า) จ.ตรัง


รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 3 รางวัล

● พระจรูญ ปภาธโร จ.บุรีรัมย์
● นายสมหมาย ชลสินธุ์ จ.นครศรีธรรมราช
● นายหมัดฉา หนูหมาน จ. สงขลา


รางวัลประเภทกลุ่มเยาวชน จำนวน 8 รางวัล

● ชุมชนนักสื่อความหมายธรรมชาติ โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จ.ลำพูน
● กลุ่มอนุรักษ์ปรงตากฟ้าอนุรักษ์ป่าชุมชน โรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ จ.นครสวรรค์
● โรงเรียนประชาพัฒนาวิทย์ จ.ราชบุรี
● กลุ่มเยาวชนเมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียง โรงเรียนนางัวราษฎร์รังสรรค์ จ.นครพนม
● กลุ่มเยาวชนชาวสวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนลำดวนพิทยาคม จ.บุรีรัมย์ 
● กลุ่มเยาวชนต้นกล้า โรงเรียนศรีแก้วประชาสรรค์ จ.ยโสธร
● กลุ่มเด็กและเยาวชนอนุรักษ์ภูมินิเวศลุ่มลำคลองยัน จ.สุราษฎร์ธานี
● กลุ่มยังยิ้ม (Young Smile) จ.นราธิวาส




รางวัลประเภท "สิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน" จำนวน 8 รางวัล

● ชุมชนบ้านแม่เชียงรายลุ่ม จ.ลำปาง
● ชุมชนบ้านม่วงชุม จ เชียงราย
● ชุมชนบ้านห้วยปลาหลด จ.ตาก
●กลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก จ.ตาก
● กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนดอนโจร จ.บุรีรัมย์
● ชมรมคนอนุรักษ์ป่าโนนยา เพื่อแผ่นดินแม่จ. สุรินทร์
● ชุมชนบ้านโคกเมือง จ. สงขลา
● ชุมชนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 จ.นราธิวาส


รางวัลประเภทงานเขีบน จำนวน 3 รางวัล

รางวัลดีเด่น

● คู่มือครูสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรีเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ฉบับสำหรับครูชั้นมัธยมศึกษา โดย นายครรชิต จูประพัทธศรี จ.กาญจนบุรี
● กวีนิพนธ์ "เพลงแม่น้ำ" โดย "โขงรัก คำไพโรจน์" (นายไพโรจน์ อินทชัย) จ.หนองคาย

รางวัลชมเชย

● กวีนิพนธ์ "หมอยา...ชื่อปลาหมอ" โดย ก่องแก้ว กวีวรรณ (นายอำนวย ชำนาญ) จ.ระยอง


รางวัลประเภทความเรียงเยาวชน จำนวน 7 รางวัล

อายุไม่เกิน 15 ปี

รางวัลดีเด่น

● การเดินทางของลูกยาง โดย ด.ญ.แสงส่า ลุงซอ จ.เชียงใหม่

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

● ทำไมต้องเผาป่าของหนู โดยด.ญ.สาธินี เพียอินทร์ จ.ชัยภูมิ
● หนูอยากให้โลกสีเขียวตลอดไป โดย ด.ญ.ปาลิิตา ใยกลาง จ. ชัยภูมิ


อายุ 16 ถึง 25 ปี

รางวัลดีเด่น 2 รางวัล

● ความสุขสองหน้า โดย น.ส. สุดารัตน์ แสงสว่าง จ. ชลบุรี
● บ้านสวนสร้างสุขความผูกพันของวิถีชีวิตกับธรรมชาติใกล้ตัว โดย นายกิตติ อัมพรมหา จ. ระยอง

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

● รู้จักวิถีพฤกษศาสตร์ เรียนรู้วิถีธรรมชาติ หลอมรวมสู่วิถีชีวิต โดย นายนันทพงศ์ กระทาง จ. ลำปาง
● ทรัพย์สินแผ่นดินแม่ โดย นายศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว กรุงเทพฯ

รางวัลประเภทสื่อมวลชน จำนวน 2 รางวัล

●รายการ "สารตั้งต้น" ผลิตและออกอากาศโดย สถานีโทรทัศน์ PPTV ช่อง 38
● รายการ "รักโลก" ผลิตและออกอากาศ โดย สถานีโทรทัศน์ เนชั่นทีวี ช่อง 22

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.GreenglobeInstitute.com สถาบันลูกโลกสีเขียว โทร 0 2537 2146, 0 2537 1993


● ดาว รวมใจประชารัฐ เพิ่มผืนป่า อย่างยั่งยืน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันแม่

posted Aug 16, 2018, 4:55 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Aug 16, 2018, 5:08 AM ]


[ระยอง] กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมกับชาวบ้านฉาง จังหวัดระยอง และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดโครงการ "ดาว รวมใจประชารัฐ เพิ่มผืนป่า อย่างยั่งยืน ปีที่ 1" ณ บริเวณเนินแผ่หลา เขาภูดร อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ในจังหวัดระยองเหลืออยู่ประมาณ 313 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 9 ของพื้นที่จังหวัด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ดำเนินการและให้การสนับสนุนกิจกรรมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของบริษัทฯ รวมถึงในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมทั้งยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานของบริษัทฯ และประชาชนในจังหวัดระยอง

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติถวายความจงรักภักดี และสนองพระราชดำริ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จึงได้ร่วมกับอำเภอบ้านฉาง เทศบาลตำบลบ้านฉาง องค์การบริหารส่วนตำบลสำนักท้อน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดระยอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำโครงการ "ดาว รวมใจประชารัฐ เพิ่มผืนป่า อย่างยั่งยืน ปีที่ 1" ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมทั้งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ของจังหวัด


นายเดชา พาณิชยพิเชฐ ผู้อำนวยการโรงงาน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า "ดาว ประเทศไทย มีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสำเร็จให้กับชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะอำเภอบ้านฉางซึ่งในอนาคต จะมีนักท่องเที่ยวจากในและต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นสืบเนื่องจากการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม โครงการฯ นี้จึงเป็นอีกแรงที่จะช่วยสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของชุมชน อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป"

การเพิ่มพื้นที่ป่าเป็นการช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ซึ่งการปลูกต้นไม้ยืนต้น 1 ต้น จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ถึง 9 กิโลกรัมต่อปี ในปีนี้ อาสาสมัครกว่า 900 คนจากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ชาวอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง และหน่วยงานพันธมิตร จึงได้ร่วมกันปลูกต้นกัลปพฤกษ์ ต้นเสลา และต้นยี่โถ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ผลัดใบที่มีสีสันสวยงาม และเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งสิ้น 700 ต้น ตลอดสองข้างทางบริเวณเนินแผ่หลา รวมระยะทางไป-กลับ ประมาณ 3.2 กิโลเมตร เพื่อให้เกิดทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การปั่นจักรยาน และ การเดินศึกษาธรรมชาติ เป็นต้น


นายธีรวัฒน์ สุขสุด รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า "จังหวัดให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน การที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมมือสนับสนุน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในกิจกรรมครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนชาวระยอง โดยเฉพาะชาวบ้านฉาง สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน และส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่นต่อไป"

เพื่อเป็นการตอกย้ำพันธกิจเพื่อความยั่งยืนและพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม ที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ให้ความสำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และยังคงวางแผนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัทฯ มีแผนดำเนินโครงการปลูกป่าในพื้นที่อำเภอบ้านฉางอย่างมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ที่จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

● Green Industry | กรอ.เผย 8 ปี ยอดรง.สีเขียวพุ่งเฉียด 3.5 หมื่นโรง พร้อมชี้ 5 เทรนด์โรงงานสีเขียวยุคใหม่ที่ต้องเร่งอัพดีกรี

posted Aug 15, 2018, 7:05 AM by อํานวย เรืองธุระกิจ   [ updated Aug 15, 2018, 7:29 AM ]


กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งผลักดันโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเข้าสู่โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ชี้กว่า 8 ปี มีโรงงานผ่านการรับรองดังกล่าวแล้ว 33,757 โรงงาน เฉลี่ยแต่ละปีมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 20% นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงแนวทางปฏิบัติที่ขณะนี้จะต้องเร่งผลักดันโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้ก้าวสู่การพัฒนาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียวให้มากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การกำจัดของเสียและมลพิษ ฯลฯ รวมถึงยังได้เตรียมนำระบบสารสนเทศสีเขียว ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศรูปแบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวโดยเฉพาะ มาใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและความรวดเร็วที่ดียิ่งขึ้น


นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวหรือ Green Industry มาตั้งแต่ปี 2554 โดยมุ่งยกระดับและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เป็นไปในแนวทางอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industry) และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เน้นการพัฒนาพื้นที่เมืองตามศักยภาพด้านทรัพยากรและโครงสร้างด้านกายภาพ เพิ่มผลผลิต สามารถแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจการค้า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัยและความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นการพัฒนาที่สร้างความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ทำให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างเป็นสุขและยั่งยืน


สำหรับ โครงการอุตสาหกรรมสีเขียวมีทิศทางการพัฒนาไปในทางที่ดี เห็นได้จากสถิติการเข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปีปัจจุบันที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนที่จะรณรงค์ให้โรงงานเข้าสู่โครงการอุตสาหกรรมสีเขียวพร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ ทั้งด้วยโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ มาตรการในการสร้างแรงจูงใจ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับหลังจากเข้าร่วมโครงการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ขณะนี้กำลังวางแผนและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ เพื่อนำไปใช้ในอนาคต

ด้าน นายบรรจง สุกรีธา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมกล่าวว่า กรอ.ได้ตระหนักถึงแนวทางปฏิบัติที่ขณะนี้จะต้องเร่งผลักดันโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้ก้าวสู่การพัฒนาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียวให้มากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย

● ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเน้นใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิต ใช้พลังงานที่สะอาดเพื่อลดการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิต และลดขั้นตอนของกระบวนการผลิต

● ระบบขนส่งและจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ เช่น ลดการใช้หีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่ฟุ่มเฟือย ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่ใช้ซ้ำหรือหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ใช้รูปแบบการขนส่งที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ และเลือกใช้เส้นทางการขนส่งที่ประหยัดพลังงานที่สุด


● ของเสียหรือมลพิษ มีการจัดการอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัญหาและบริบทของเมือง ทั้งขยะมูลฝอย น้ำเสีย มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง หรือมลพิษอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการอยู่อาศัยและการประกอบกิจการ ป้องกัน ลดเหตุรำคาญและผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นต่อสังคมและเศรษฐกิจของเมือง

● สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้รับการดูแลรักษาและจัดการอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้มีเอกลักษณ์สวยงาม สอดคล้องกับบริบทเมือง และเอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน รวมถึงมีการสืบสารหรือถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สาธารณะเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม


● มีระบบการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น มีระบบการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด หรือไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย มีการออกแบบให้นำสินค้าหรือชิ้นส่วนกลับมาใช้ซ้ำหรือหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ง่าย หรือหากต้องกำจัดทิ้งสามารถนำพลังงานกลับคืนมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงมีความปลอดภัยสำหรับการฝังกลบ

นายบรรจง กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 33,757 โรงงาน เฉลี่ยแต่ละปีมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 20% ส่วนในปี 2561 นี้ มีจำนวนโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งสิ้น 2,299 โรงงาน อย่างไรก็ตาม กรอ.ยังได้เตรียมนำ “ระบบสารสนเทศสีเขียว” ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศรูปแบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับส นุนโครงการอุตสาหกรรมสีเชียวโดยเฉพาะ โดยจุดเด่นของระบบดังกล่าว คือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถสืบค้นข้อมูลสถานประกอบการต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวในระดับต่าง ๆ ได้ อีกทั้งยังสามารถลงทะเบียนเพื่อสมัครหรือต่ออายุใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวได้ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในทุกระดับให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็ว รวมไปถึงลดขั้นตอนเกี่ยวกับเอกสารในการดำเนินงานได้มากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้จัดกิจกรรมมอบรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวแก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านการรับรองในระดับ 4 และระดับ 5 จำนวน 107 ราย พร้อมจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ Green Industry Forum ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2020 4173 หรือที่ www.greenindustry.diw.go.th

1-10 of 115